[งานชิ้นที่ 6] การนำเสนองาน เรื่องหนูแฮมสเตอร์
posted on 03 Sep 2011 00:36 by anirutex in Workหนูแฮมสเตอร์

*ประวัติ*
แฮมสเตอร์เป็นสัตว์จำพวกฟันแทะ(Rodent) ขนาดเล็ก สัตว์ในจำพวกนี้ได้แก บีเวอร์ กระรอก กระต่าย และชินชิลล่า เป็นต้น ย้อนไปเมื่อ ปีพ.ศ. 2382 ได้มีการค้นพบแฮมสเตอร์พันธุ์ซีเรียสีทองที่ประเทศซีเรีย โดยนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ และได้นำกลับไปยังสวนสัตว์ลอนดอน จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นแฮมสเตอร์ในธรรมชาติอีกเลย จนบางคนคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อมา แม่แฮมสเตอร์และลูกๆอีก 12 ตัวได้ถูกพบที่บริเวณประเทศซีเรียอีกเช่นเคย โดย Professor I.Aharoni จาก Hebrew University เมืองเยรูซาเล็ม ครั้งนี้พวกมันถูกพาตัวไปยังเยรูซาเล็ม แต่ก็เหลือรอดเพียง 3 ตัวเท่านั้น คือตัวเมีย 2 ตัว และตัวผู้อีก 1 ตัว และนี่ก็คือบรรพบุรุษทั้ง 3 ของแฮมสเตอร์เลี้ยง ซึ่งได้ทำหน้าที่สืบเผ่าพันธุ์น่ารักๆไว้ให้เราได้รู้จักกันในปัจจุบัน ในระยะแรกๆ แฮมสเตอร์เข้าสู่ประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นสัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น กระทั่งมีผู้เห็นว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู จึงเริ่มนำออกมาเลี้ยงเป็นสมาชิกตัวหนึ่งในบ้าน และได้รับความนิยมในหมู่ผู้รักสัตว์เลี้ยงตั้งแต่นั้นมา
แฮมสเตอร์เป็นสัตว์จำพวกฟันแทะ(Rodent) ขนาดเล็ก สัตว์ในจำพวกนี้ได้แก บีเวอร์ กระรอก กระต่าย และชินชิลล่า เป็นต้น ย้อนไปเมื่อ ปีพ.ศ. 2382 ได้มีการค้นพบแฮมสเตอร์พันธุ์ซีเรียสีทองที่ประเทศซีเรีย โดยนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ และได้นำกลับไปยังสวนสัตว์ลอนดอน จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นแฮมสเตอร์ในธรรมชาติอีกเลย จนบางคนคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อมา แม่แฮมสเตอร์และลูกๆอีก 12 ตัวได้ถูกพบที่บริเวณประเทศซีเรียอีกเช่นเคย โดย Professor I.Aharoni จาก Hebrew University เมืองเยรูซาเล็ม ครั้งนี้พวกมันถูกพาตัวไปยังเยรูซาเล็ม แต่ก็เหลือรอดเพียง 3 ตัวเท่านั้น คือตัวเมีย 2 ตัว และตัวผู้อีก 1 ตัว และนี่ก็คือบรรพบุรุษทั้ง 3 ของแฮมสเตอร์เลี้ยง ซึ่งได้ทำหน้าที่สืบเผ่าพันธุ์น่ารักๆไว้ให้เราได้รู้จักกันในปัจจุบัน ในระยะแรกๆ แฮมสเตอร์เข้าสู่ประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นสัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น กระทั่งมีผู้เห็นว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู จึงเริ่มนำออกมาเลี้ยงเป็นสมาชิกตัวหนึ่งในบ้าน และได้รับความนิยมในหมู่ผู้รักสัตว์เลี้ยงตั้งแต่นั้นมา
*ลักษณะทั่วไป*
ลักษณะทั่วๆไปของแฮมสเตอร์ ขนาดตัวจะมีขนาดเล็ก อ้วนป้อม และมีหางสั้นกว่าลำตัว และมีขนาดเล็ก อย่างเห็นได้ชัด ส่วนสีขนของแฮมสเตอร์จะมีสีหลายสี อาทิเช่น ดำ, เทา, ขาว, น้ำตาล, เหลืองเข้ม, เหลือง และแดง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ ส่วนสีขนด้านใต้ท้องจะเป็นสีขาว มีตาดวงกลมโต และจมูกที่ไวต่อการได้กลิ่น แฮมสเตอร์จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีแกนสันหลัง ไฟลัมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
ลักษณะทั่วๆไปของแฮมสเตอร์ ขนาดตัวจะมีขนาดเล็ก อ้วนป้อม และมีหางสั้นกว่าลำตัว และมีขนาดเล็ก อย่างเห็นได้ชัด ส่วนสีขนของแฮมสเตอร์จะมีสีหลายสี อาทิเช่น ดำ, เทา, ขาว, น้ำตาล, เหลืองเข้ม, เหลือง และแดง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์ ส่วนสีขนด้านใต้ท้องจะเป็นสีขาว มีตาดวงกลมโต และจมูกที่ไวต่อการได้กลิ่น แฮมสเตอร์จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีแกนสันหลัง ไฟลัมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม
*หนูแฮมสเตอร์ สายพันธุ์ ต่างๆ*
หนูแฮมสเตอร์นั้น เราสามารถ แบ่งออกได้ 2 ชนิดคือ
หนูแฮมสเตอร์นั้น เราสามารถ แบ่งออกได้ 2 ชนิดคือ
- แฮมสเตอร์ ใหญ่
- แฮมสเตอร์แคระ
ซึ่ง 2 ชนิดนี้ เรื่องการผสมพันธุ์แน่นอนว่าสองชนิดนี้ไม่สามารถนำมาผสมพันธุ์กันได้ครับ
ทั้งนี้ เพราะลักษณะของโครงสร้างร่างกาย ยีน และ โครโมโซมไม่เท่ากัน สิ่งเหล่านี้อาจจะสังเกตได้ อย่างเด่นชัดก็คือ ลักษณะของตัว แฮมสเตอร์ใหญ่ ก็จะใหญ่ กว่าแฮมสเตอร์แคระ และ ขนก็ จะยาวกว่า
ทั้งนี้แฮมสเตอร์ ใหญ่ ในแต่ละสี ก็ จะมีชื่อ ของแต่ละสี และสายพันธุ์
สำหรับแฮมสเตอร์ใหญ่ สามารถแบ่งออกได้อีก คือ
แฮมสเตอร์แคระ ก็จะแบ่งสายพันธุ์ออก ได้อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ อีก 3 สายพันธุ์หลักๆคือ
แต่ถึงจะมีผู้ที่สามารถผสมข้ามแล้วออกมาได้ ก็ใช่ว่าลูกที่ออกมาจะแข็งแรงหรือมีสีที่แปลกไป
สำหรับผู้ที่ผสมข้ามออกมา สีที่ออกมาก็เป็นสีธรรมดา และยังมีผลทำให้สายพันธุ์ของหนูแฮมสเตอร์นั้นเสียไป
อีกทั้งลูกที่เกิดจากการผสมข้ามจะไม่แข็งแรง เป็นโรคได้ง่ายและอาจจะเจอปัญหาแม่คลอดลูกไม่ออกแล้วตาย
หรือแท้งลูกแล้วตาย ดังนั้นเราควรที่จะผสมพันธุ์หนูแฮมสเตอร์ตามสายพันธุ์
อธิบายสี/สายพันธุ์ต่างๆ
ทั้งนี้ เพราะลักษณะของโครงสร้างร่างกาย ยีน และ โครโมโซมไม่เท่ากัน สิ่งเหล่านี้อาจจะสังเกตได้ อย่างเด่นชัดก็คือ ลักษณะของตัว แฮมสเตอร์ใหญ่ ก็จะใหญ่ กว่าแฮมสเตอร์แคระ และ ขนก็ จะยาวกว่า
ทั้งนี้แฮมสเตอร์ ใหญ่ ในแต่ละสี ก็ จะมีชื่อ ของแต่ละสี และสายพันธุ์
สำหรับแฮมสเตอร์ใหญ่ สามารถแบ่งออกได้อีก คือ
- แบบขนสั้น
- แบบขนยาว
แฮมสเตอร์แคระ ก็จะแบ่งสายพันธุ์ออก ได้อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ อีก 3 สายพันธุ์หลักๆคือ
- สายพันธุ์ แฮมสเตอร์แคระวินเทอร์ไวท์ ( Winterwite )
- สายพันธุ์ แฮมสเตอร์แคระ แคมป์เบล
- สายพันธุ์ แฮมสเตอร์แคระโรโบ ( ROBO )
แต่ถึงจะมีผู้ที่สามารถผสมข้ามแล้วออกมาได้ ก็ใช่ว่าลูกที่ออกมาจะแข็งแรงหรือมีสีที่แปลกไป
สำหรับผู้ที่ผสมข้ามออกมา สีที่ออกมาก็เป็นสีธรรมดา และยังมีผลทำให้สายพันธุ์ของหนูแฮมสเตอร์นั้นเสียไป
อีกทั้งลูกที่เกิดจากการผสมข้ามจะไม่แข็งแรง เป็นโรคได้ง่ายและอาจจะเจอปัญหาแม่คลอดลูกไม่ออกแล้วตาย
หรือแท้งลูกแล้วตาย ดังนั้นเราควรที่จะผสมพันธุ์หนูแฮมสเตอร์ตามสายพันธุ์
อธิบายสี/สายพันธุ์ต่างๆ

1. สายพันธุ์แฮมสเตอร์แคระวินเทอร์ไวท์ ( Winterwite ) นั้นสามารถแบ่งแยกชื่อสีแต่ละสีออกมาได้ คือ
- สีนอมอล
- ซัฟไฟร์
- สีขาว / เพิล / ขาวหลังเทา
- เยลโล่
- เยลโล่ตาแดง
- บลูอเจนตี้
- นอมอลลายจุด ( แฟนซี )
- ซัฟไฟร์ลายจุด ( แฟนซี )
- โกลเด้น

2. สายพันธุ์ แฮมสเตอร์แคระ แคมป์เบล สามารถแบ่งออกได้ เป็นสีอีกคือ
- สีพื้นต่างๆ (นอมอล/โดฟ/ดำ(แบล็ค)/อเจนตี้/ขาวตาแดง/ขาวตาดำ)
- สีแพนด้าต่างๆ (แพนด้านอมอล/แพนด้าโดฟ/แพนด้าดำ/แพนด้าอเจนตี้(แพนด้าส้ม))
- สีประเภท ซาตินสีพื้น (ซาตินโดฟ/ซาตินทอง/ซาตินดำ/ซาตินขาว)
- สีแพนด้าประเภทซาติน (แพนด้าซาติน/แพนด้าซาตินโดฟ/แพนด้าซาตินดำ/แพนด้าซาติน นอมอ)

3. สายพันธุ์ แฮมสเตอร์แคระโรโบ ( ROBO ) สามารถแบ่ง สีออกได้อีกคือ
- โรโบธรรมดา
- โรโบหน้าขาว
- โรโบ isbell
*วิธีการเลี้ยงหนูแฮมเตอร์*
อาหารหลักที่ควรให้แฮมสเตอร์ คือ ธัญพืชโดยจะโปรยอาหารลงบนพื้นก็ได้เพราะแฮมสเตอร์ไม่มีนิสัยชอบก้มกิน มันจะชอบหยิบอหารออกมากินนอกภาชนะมากกว่า โดยใช้เท้าหน้าจับอาหารกิน แต่การใช้ภาชนะมีข้อดี คือจะทำให้เราได้รู้ว่ามันเอาอาหารออกไปกิน มากน้อยแค่ไหน ถ้ามันป่วยเราก็รู้ได้ นอกจากนี้ การใส่ภาชนะยังทำให้อาหารและขี้เลื่อยไม่ปะปนกันทำให้การเปลื่ยนขี้เลื่อยทำได้ง่ายโ
ยไม่ต้องทิ้งอาหารที่ปนกับขี้เลื่อย
สิ่งที่ควรทราบในการให้อาหารแฮมสเตอร์
อาหารหลักที่ควรให้แฮมสเตอร์ คือ ธัญพืชโดยจะโปรยอาหารลงบนพื้นก็ได้เพราะแฮมสเตอร์ไม่มีนิสัยชอบก้มกิน มันจะชอบหยิบอหารออกมากินนอกภาชนะมากกว่า โดยใช้เท้าหน้าจับอาหารกิน แต่การใช้ภาชนะมีข้อดี คือจะทำให้เราได้รู้ว่ามันเอาอาหารออกไปกิน มากน้อยแค่ไหน ถ้ามันป่วยเราก็รู้ได้ นอกจากนี้ การใส่ภาชนะยังทำให้อาหารและขี้เลื่อยไม่ปะปนกันทำให้การเปลื่ยนขี้เลื่อยทำได้ง่ายโ
ยไม่ต้องทิ้งอาหารที่ปนกับขี้เลื่อย
สิ่งที่ควรทราบในการให้อาหารแฮมสเตอร์
- อย่าให้ผักสด หรือผลไม้สดบ่อยๆหรือมากเกินไป การให้ผักสดควรให้แค่สัปดาห์ละครั้งเพราะอาจจะทำให้แฮมสเตอร์ท้องอืด หรือท้องเสียได้และหากมันกินไม่หมดควรจะเก็บทิ้งทันที
- พยายามอย่าเปลื่ยนอาหารแบบทันทีทันใด ควรจะค่อยๆ เปลื่ยนอาหารโดยเอาอาหารเก่า ผสมกับอาหารใหม่ และเพิ่มอัตราส่วนอาหารใหม่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนแทนที่อาหารเก่าในที่สุด อย่าเปลื่ยนแบบฉับพลัน
- อาหารที่ควรหลีกเลื่ยงช็อคโกแลต โดยเฉพาะ Dark Chocolate เพราะมีสาร Theobromine ซึ่งเป็นพิษต่อแฮมสเตอร์ได้
- หลีกเลื่ยงผักผลไม้ ที่มีรสเปรี้ยวๆ เช่น มะนาว ส้ม สับปะรด เป็นต้น
- เราอาจจะเสริมโปรตีนให้กับแฮมสเตอร์ได้ โดยการให้อาหารเม็ดของแมวหรืออาหารสุนัขที่เป็น บิสกิต ใส่ลงไปได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งช่วยเสริมโปรตีนและยังช่วยลับฟันแฮมสเตอร์ไม่ให้ยาวเกินไปอีกด้วย
- อาหารที่ไม่ปลอดภัยสำหรับแฮมสเตอร์ ได้แก่ หัวหอม มันฝรั่งดิบ กระเทียม น้ำอัดลม ลูกกวาด เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่แหลมคม หรือ เหนียวหนืด
- ขนมหรืออาหารหวานๆเพราะแฮมสเตอร์แคระมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้
- หลีกเลี่ยง อาหารเม็ดของกระต่าย เพราะบางชนิดใส่สารอาหารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้น การเจริญเติบโตในกระต่าย แต่เป็นอันตรายต่อแฮมสเตอร์
- หลีกเลี่ยงผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเพรา
- ไข่ หนูแฮมสเตอร์ชอบกินไข่ต้มที่ต้มสุก และไข่ต้มยังมีโปรตีนสูงอีกด้วยโดยเฉพาะในแม่แฮมสเตอร์ที่กำลังตั้งครรภ์ แต่ไม่ใช่ว่าให้ตลอด นานๆ ให้ทีถ้ากินไม่หมดต้องเก็บออกให้หมด
- น้ำมันตับปลา น้ำมันตับปลาจะอุดมไปด้วยวิตามิน A และ D ใช้โดยการหยดเพียงไม่กี่หยดลงบนเมล็ดพืชก็ได้สามารถให้ได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง อาจจะให้อาหารเม็ด สำหรับสุนัขที่มีส่วนผสมของน้ำมันตับปลาก็ได้
- เนื้อ เรื่องการให้เนื้อเป็นอาหารแก่แฮมสเตอร์นั้น เป็นเรื่องที่ผู้เลี้ยงทั้งหลายต่อต้านกันมานาน เพราะเชื่อว่า อาหารประเภทเนื้อจะกระตุ้น ให้แฮมสเตอร์ดุร้าย แต่ก็มีรายงานจากผู้เลี้ยงหลายๆ คนซึ่งให้เนื้อเป็นอาหารเป็นประจำว่าไม่มีการก้าวร้าวผิดปรกติแต่อย่างใด โกยอาจจะให้เป็น เนื้อวัวชิ้นเล็กๆ หรืออาจจะให้อาหารสุนัขที่บรรจุกระป๋องก็ได้
- นม อาจจะให้ได้บ้าง โดยเฉพาะแม่หนูที่กำลังท้อง หรือ อาจจะให้เป็นนมอัดเม็ดก็ได้
*เรื่องอื่นๆที่ควรรู้เกี่ยวกับแฮมเตอร์*
- แฮมสเตอร์นอนกลางวัน ตื่นกลางคืน เพราะตามธรรมชาติแล้วแฮมสเตอร์จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ ในเขตทะเลทราย กลางวันอากาศในทะเลทรายจะสูงมาก แฮมสเตอร์จะหลบนอนเพื่อเก็บแรงไว้ พอตอนกลางคืน เมื่ออุณหภูมิต่ำลง แฮมสเตอร์จะออกมาหาอาหาร โดยจะตุนอาหารไว้กินตอนกลางคืน เพราะเหตุนี้ แฮมสเตอร์จึงต้องมีกระพุ้งแก้มเป็นแบบพิเศษที่สามารถใช้กักตุนอาหาร และนอนตอนกลางวัน เวลาเราพยายามปลุกแฮมสเตอร์ขึ้นมาเล่นด้วย แฮมสเตอร์อาจจะขู่ แต่พอตกเย็นนะ แฮมสเตอร์จะร่าเริงซุกซนผิดกับตอนกลางวันเลย แฮมสเตอร์จึงเหมาะกับคนที่ต้องออกไปทำงาน ออกไปเรียน และนอนค่อนข้างดึก (ไม่ค่อยเหมาะกับคนที่มีเวลาว่างอยู่กับบ้านทั้งวัน เข้านอนแต่หัวค่ำ และอยากหาเพื่อนเล่นตอนกลางวัน เพราะเวลาเราตื่นเค้าจะนอน แต่เวลาเรานอนเค้าจะตื่น)
- แฮมสเตอร์ตัวเล็กและต้องการที่แค่นิดเดียว แฮมสเตอร์หรือเจ้าตัวน้อยๆจอมซุกซน ตัวเล็กนิดเดียว ไม่ต้องใช้ที่มากๆในการเลี้ยง แต่ต้องการการดูแลมากเหมือนกัน ควรจะเลือกสถานที่ตั้งกรงที่เงียบๆ ไม่มีเสียงดัง และควรจะเลือกที่ๆ ห่างจากที่นอนมากพอสมควร เพราะตอนกลางคืนซึ่งเรากำลังนอน แฮมสเตอร์จะอยู่ไม่สุข วิ่งไปมา กัดแทะโน่นนี่ไปเรื่อย วิ่งหมุนบนกรงล้อด้วย บางทีก็จะมีเสียงกรงล้อกระทบกรงบ้าง รวมทั้งอาจจะมีเสียงเค้าทะเลาะกันให้รำคาญเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ก็เลยไม่ค่อยเหมาะเท่าจะเลี้ยงไว้ข้างเตียงนอน อาจจะไว้ที่ระเบียงที่มีกันสาดกันแดดกันฝน กันลมโกรกก็ได้ ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเลือกตั้งกรงไว้ในที่แสงไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป
- แฮมสเตอร์ราคาถูกมาก หาซื้อได้โดยไม่ยากเลย แฮมสเตอร์ธรรมดา ราคาตัวละไม่ถึง 100 บาท ส่วนแฮมสเตอร์แคระจะมีราคาตั้งแต่ 150 บาทขึ้นไปจนถึง 350 บาท แล้วแต่สีและพันธุ์ ดังนั้นเราจึงสามารถจะหาซื้อมาได้โดยไม่โหดร้ายกับกระเป๋าตังก์เรานัก แต่สิ่งที่แพงไม่ใช่ตัวแฮมสเตอร์ แต่เป็นอุปกรณ์เสริมทั้งหลาย ตั้งแต่ กรง ขวดน้ำ กรงล้อหมุนสำหรับออกกำลังกาย และของเล่นต่างๆ ส่วนอาหารนั้น แฮมสเตอร์กินอาหารไม่จุ อาหาร 1 กิโลกรัมกินได้เป็นเดือนๆ แถมอาหารก็ยังหาง่ายหลากหลายไม่เรื่องมาก
- แฮมสเตอร์กัดนิ้วเลือดไหลได้เหมือนกัน แฮมสเตอร์สามารถจะกัดเราให้เลือดออกได้เหมือนกัน แฮมสเตอร์ไม่กัดคนไปทั่ว ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีนิสัยแตกต่างกันออกไป บางตัวอาจจะดุเหมือนกัน บางตัวอาจจะไม่กัดใครเลยก็มี โดยเฉพาะตัวที่เชื่องกับเรา เพราะหนูแฮมสเตอร์บางตัวได้รับการดูแล หรือการจับอย่างไม่ถูกต้องจากร้านขายสัตว์เลี้ยง จึงทำให้มีนิสัยก้าวร้าว ซึ่งเวลาที่เราไปเลือกซื้อหนูแฮมสเตอร์ให้ลองเอานิ้วแหย่ลงไป เค้ามักจะวิ่งมาหามือเราเพราะคิดว่ามีอาหาร บางตัวก็จะไต่ขึ้นมา ให้เราดูว่าตัวที่วิ่งมาหา บางตัวจะกัด บางตัวจะขออาหารเฉยๆ ถ้าตัวไหนจะกัดมือก็อย่าซื้อตัวนั้น ให้เลือกตัวที่ไม่กัด
- แฮมสเตอร์เป็นสัตว์ที่ชอบกัดแทะ แฮมสเตอร์จะฟันยาวออกมาเรื่อยๆ แฮมสเตอร์จึงมักจะแทะโน่นแทะนี่เพื่อลับฟันเสมอ ดังนั้นการเลี้ยงจึงต้องคอยระวังสายไฟ และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆด้วย นอกจากนี้แฮมสเตอร์ยังชอบคุ้ยเขี่ยอีกด้วย บางทีก็จะเตะเอาวัสดุปูพื้นเช่นขี้เลื่อยออกมานอกกรง ทำให้เราเลยพลอยต้องเก็บกวาด รอบๆกรงเค้าด้วยเหมือนกัน
- แฮมสเตอร์จ้าวแห่งการหลบหนี แฮมสเตอร์จะชอบสำรวจ และพยายามหลบหนีทุกครั้งที่มีโอกาส และเนื่องจากแฮมสเตอร์ตัวเล็ก เวลาหลบหนีออกไปแล้ว เราจะหาตัวได้ยากมาก ดังนั้นต้องหมั่นตรวจทุกครั้งว่ากรงปิดสนิทหรือไม่ มีช่องให้แฮมสเตอร์หลบหนีหรือเปล่า
- แฮมสเตอร์ตัวเล็ก ไม่สามารถจะกอดเล่นได้ สอนให้เรียนรู้อะไรๆได้ยาก ไม่สามารถจะกอดเล่นได้ เพราะ เค้าตัวเล็ก และอยู่ไม่สุข ซุกซน และเวลาเรียกชื่อเค้าจะไม่วิ่งเข้ามาหาค่ะ
- แฮมสเตอร์อายุขัยสั้น แฮมสเตอร์มีอายุไขสั้น อยู่ได้มากสุดประมาณ 3 ปี ซึ่งก็ต้องทำใจไว้ หากเกิดรักและผูกพันธ์กับแฮมสเตอร์ ก็ต้องเผื่อใจไว้ว่าเราจะรับได้ไหมกับชีวิตน้อยๆที่เข้ามาให้ความสุขกับเราและอยู่กับเราได้ เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ
- แฮมสเตอรไม่มีกลิ่นแรงมาก เพราะแฮมสเตอร์จะหมั่นทำความสะอาดตัวเองอยู่เสมอ จึงไม่จำเป็นต้องอาบน้ำให้แฮมสเตอร์บ่อย แต่เราก็ควรจะหมั่นเปลี่ยนวัสดุปูพื้นกรงด้วย อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- แฮมสเตอร์สามารถจะอยู่เองได้ ถ้าเราต้องไปไหนมาไหนบ่อยๆ เช่นวันหยุด หากเราทิ้งอาหารและน้ำให้แฮมสเตอร์ไว้ได้พอเพียง เราสามารถจะทิ้งแฮมสเตอร์ไว้ตามลำพัง 1-2 วันได้อย่างสบายๆ แต่ทางที่ดีควรหาแฮมสเตอร์อีกตัวมาอยู่เป็นเพื่อนก็จะดี จะได้ไม่เหงา
- แฮมสเตอร์พันธุ์ต่างๆก็มีผลกับการเลี้ยง ถ้าเป็นพันธุ์ Syrian แฮมสเตอร์จะรักสันโดษ จะเลี้ยงได้เพียง กรงละ 1 ตัว (ยกเว้นจะเลี้ยงด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ) ซึ่งถ้าเราต้องการเลี้ยงหลายๆตัว โดยไม่อยากจะซื้อกรงและอุปกรณ์อีกชุดหนึ่ง ควรจะเลือกพันธุ์อื่น คือพันธุ์ Russian Dwarf แฮมสเตอร์ ซึ่งสามารถจะเลี้ยงรวมกันหลายๆตัวได้ แต่ต้องเลี้ยงร่วมกันก่อนอายุ 2 เดือนค่ะ
- แฮมสเตอร์จะไม่ค่อยป่วย หนูแฮมสเตอร์จะไม่ค่อยเจ็บป่วย แต่หมอที่ชำนาญในการรักษาสัตว์ตัวเล็กๆอย่างแฮมสเตอร์มีน้อย และบางทีค่ารักษาพยาบาลแฮมสเตอร์ ก็อาจจะแพงกว่าราคาหนูแฮมสเตอร์ซะอีก ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว เราจะยอมจ่ายค่ารักษาไหม ถ้าคิดว่าไม่ ก็ขอแนะนำว่าไม่ควรเลี้ยง เพราะโอกาสที่แฮมสเตอร์จะเจ็บป่วยก็มีเหมือนกัน
- แฮมสเตอร์จะไม่ส่งเสียงดังรบกวน สามารถจะแอบเลี้ยงตามอาพาร์ตเมนต์ หรือแมนชั่นก็ได้ เพราะแฮมสเตอร์ไม่ร้องเสียงดัง รบกวนใคร ไม่ร้องพร่ำเพรื่อหรือบ่อยเกินไป แต่ตอนกลางคืนอาจจะมีเสียงรบกวนบ้างเล็กน้อยเช่น เสียงวิ่งบนกรงล้อออกกำลังกาย เสียงร้องขู่กัน (ไม่ดังมาก) เสียงกัดแทะ คุ้ยข่วนหรือเขี่ย
*แหล่งที่มา*
.
